
หลังจากที่ใช้เวลาทำๆหยุดๆมาหลายเดือน หนังสือเล่มที่สองฝีมือเราสองพี่น้องในนาม booktailor ก็เสร็จออกมาวางแผงจนได้
sweet talk เขียนมาจากน้ำมือ(ฟังน่ากลัวชอบกล)ของคุณพี่สาว ที่เคยเผยโรคบ้าข้อมูลมาแล้วในหนังสือ โตเกียว โตเกียว ซึ่งเกี่ยวกับเที่ยวโตเกียว แต่เล่มนี้เน้นขนม แล้วขนมญี่ปุ่นก็มีชื่อเรื่อง packaging เราซึ่งเป็นคนออกแบบหน้าตารูปเล่มของหนังสือก็เลยคิดหนักพอสมควร
แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เรายึดหลักว่าอะไรก็ตามที่เครียดมาก คนทำไม่รู้สึกสนุก งานก็จะออกมาไม่ดี โชคดีที่เราสองคนพี่น้องมีสไตล์คล้ายๆกัน(ไม่ต้องตบตีกันให้เมื่อย) คือชอบอะไรเรียบๆ ถ้าเป็นหนังสือก็ต้องดูโปร่งๆ สบายตา เน้น negative space หรือพื้นที่ขาวเยอะๆ ที่สำคัญก็คือรูปตัวขนมต้องเด่น หน้าตาก็เลยออกมาอย่างที่เห็น
สิ่งแรกที่เราคิดก่อนคือ ตัวฟอนท์ เนื่องจากตัวหนังสือในโตเกียว โตเกียว ค่อนข้างใหญ่ คราวนี้เลยอยากได้อะไรที่บางๆ เรียบๆ และกะว่าจะปรับให้เล็กกว่าเล่มแรก หาไปหามาก็ไปติดใจ freesiaUPC เอา (เล่มแรกใช้ DBfongnam ซึ่งก็ชอบเหมือนกันแหละ) ส่วนตัวหัวข้อแต่ละตอน อยากได้อะไรที่แตกต่างจากตัว text ตอนแรกว่าจะเอาพวก script หรือ ลายมือเขียน แต่มาเจอ SR Fahmai นี่ก่อน ชอบมากกกก มันบางดี

ขออภัยฝีีมือถ่ายรูปยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ -_-’
นอกจากฟอนท์ที่เปลี่ยนจากเล่มแรก การจัดย่อหน้าก็เปลี่ยนด้วย ตอนพี่สาวยื่นตัวเรื่องที่ปริ๊นท์ออกมาให้ดู คุณพี่บอกว่าอยากให้จัดประมาณนี้ คือให้ดูโปร่งๆ เราลองอ่านดู ก็เหมือนบ้าจี้ตาม เพราะรู้สึกว่าประโยคมันลงจังหวะดี ก็เลยทำตามที่พี่บอก…
เคยมีคนบอกพี่สาวว่าตอนดูเล่ม โตเกียว โตเกียว ว่า นี่ถ้าไม่รักจริง คงไม่กล้า(บ้า)ทำแน่ เพราะรูปสีเยอะ แถมสอดเป็นหน้าๆ ซึ่งทำให้ค่าพิมพ์แพงเข้าไปอีก เล่มที่สองนี่กระดาษหนาแถมเพิ่มหน้า ถ้าไม่รักจริง ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ
ถูกต้องเลยค่ะ ความที่อยากได้หนังสือที่ออกมาดูดี ขอแค่ไม่ขาดทุนเราก็ดีใจแล้ว ส่วนเรื่องต้นทุนกำไร มันก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆแหละว่าทำยังไงต้นทุนจะน้อยลง ในขณะที่ผลงานก็ยังดูดีและดีขึ้น
ยังเป็นมือใหม่ในงานหนังสือ แต่สัญญาว่าเล่มหน้าจะต้องดีกว่านี้แน่นอน…
ปล. อ่านเบื้องหลังการเขียนได้ที่บล๊อก curious pig จ้ะ

[audio:http://www.pavinees.com/thai/audio/sunday.mp3]
sunday afternoon waltz by Chong Park / Spring Waltz
ตั้งใจจะวาดรูปหัวข้อ gravity แต่วาดแล้วไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่ (ประมาณว่าแอปเปิ้ลไม่ตกพื้น แต่จะลอยละล่อง มีนิวตันลอยไปลอยมา บ้านก็กลับหัว คนก็เป็นมนุษย์อวกาศ ฯลฯ) เลยเอาไว้ก่อน
ส่วนมุมข้างล่างเป็น series ผลไม้ติ๊งต๊อง ดูออกเปล่าหว่า
วาดหน้านี้ฆ่าเวลาระหว่างรอแม่ทำกายภาพในน้ำ วาดมั่วไปเรื่อยๆ สนุกดี ไม่ค่อยได้สเก็ตช์แปลกๆมานานแล้ว ปกติมีแต่ดอกไม้กับหน้าผู้หญิงที่พี่สาวชมว่าพัฒนาลง-_-’
ส่วนเพลงข้างบนเอามาแปะประกอบเพราะอ่าน ตอมเมนท์ของคุณ NuT แล้วปิ๊งว่าถ้าแปะเพลงที่ฟังตอนวาดก็คงสนุกดี เลยแปะมาด้วย
แต่ขอโกงนิดนึง จริงๆตอนวาดไม่ได้ฟังเพลงนี้หรอก พอดีว่าชอบอ่ะนะ ^-^

อันเนื่องมาจาก desk tag คุณ pradt หลงผิดแปะมาให้โพสต์รูปโต๊ะทำงานให้ดู ความจริงเขาแปะ pilarcat’s ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษของแมวปิลาร์ แต่ไหนๆแล้ว แปะมันทั้งสองบล๊อกเลยละกัน (แบบว่าภูมิใจมาก -_-’)
โต๊ะก็รกอย่างที่เห็น แถมมีมอนิเตอร์รุ่นเก๋ามาโชว์ความตกรุ่น ตอนแรกว่าจะแอบถ่าย powerbook สุดสวยของพี่สาวมาเหมือนกัน แต่คนเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองอ่ะนะ
ภาพหน้าจอ ข้าพเจ้าวาดเอง ใครชอบไปโหลดได้ที่นี่ ข้างซ้ายเป็น organizer ที่พึ่งซื้อมา(หลังจากใช้สมุดฉีกตลอด) วางอยู่บนตำรา indesign (ที่พึ่งจะมาหัด) ฟูๆสีชมพูมาจากพวงกุญแจ เวลาเซ็งๆก็เอามากำเล่น นุ่มดี สมุดเล็กหน้าคอมไว้วาดเล่นเวลาง่วงนอนหรือคิดงานไม่ออก สมุดอีกเล่มทางขวาไว้จดพวกเวบไซต์หรือชื่อศิลปินที่ชอบ มี mousepad เยอะเหมือนกัน แต่ snoopy นี่แหละเวิร์คสุด ใช้กับ pro mouse ที่ผ่านมาห้าปีก็ยังภักดีอยู่ ลิบๆทางขวามือคือ dvd หนังชื่อ love phobia ซื้อเพราะชอบพระเอกเกาหลีคนนี้ ยังไม่ได้ดูเลย
จบจ้ะ ไม่มีอะไรตื่นเต้นเลยแฮะ จะแปะคนอื่นต่อก็นึกได้แต่ LMJ อยากรู้ว่าโต๊ะทำงานของนักแปลเป็นยังไงมั่ง แถมคุณพี่สาวด้วยอีกคน อยากว่าโต๊ะเรารกนัก

ตรุษจีนมาถึงอีกแล้ว รู้สึกมันเร็วจังแฮะ คงเป็นเพราะแต่ก่อนแม่จะเป็นคนจับจ่ายซื้อของไปไหว้เจ้า ส่วนเรามีหน้าที่ไปไหว้ไปกินอย่างเดียว แต่ตอนนี้แม่ขับรถเองไม่ได้ เราก็เลยเป็นสารถีพาแม่ไปตลาดแทน
ตลาดที่ว่าคือที่เสรีเซนเตอร์ ศรีนครินทร์ พอไปถึงเก้าโมงกว่าๆ คนก็ตรึมแล้ว จับนู่นจ่ายนี่กันให้วุ่นไปหมด ส่วนแม่ก็ซื้อๆๆๆ ประมาณสามรถเข็นได้ จนรถคันน้อยๆ ของเรา (ที่มีของที่จะเอาไปบ้านญาติเต็มที่นั่งหลังอยู่แล้ว) แทบระเบิด
ตอนนี้ตู้เย็นที่มักจะว่างเปล่าแบบอดอยาก ก็เต็มไปด้วยผลไม้ ลูกบัว แปะก้วย ขนมเทียน หมูต้ม เต็มตู้เชียว
เขาว่าส้มเป็นผลไม้นำโชค…
ฉะนั้นคุณคนไหนที่หลงมาอ่าน ก็ขอให้โชคดี เฮงๆ ตลอดปีจ้า

ไม่ได้ตั้งใจซื้อมาหรอก บังเอิญวันก่อนสั่งโออิชิมากินที่บ้าน เห็นมีกลิ่นสตรอเบอรรี่นี่ รู้หรอกว่าน่าจะไม่อร่อย แต่คาดว่าขวดน่าจะสวย เลยบ้าจี้สั่งมา
แล้วก็ชอบนะ สีขาวเข้ากับสีแดงชมพูดี ชอบเลย์เอาท์หน้าขวดด้วย
ได้ยินว่าเป็น limited edition เฉพาะช่วงวันวาเลนไทน์
(เออ…จริงๆ น่าจะเก็บไปให้แฟนแฮะ แต่เปิดกินไปแล้วอ่ะ
พึ่งนึกได้…เป็นคนโรแมนติคจริงๆ=-_-=)
และอย่างที่ว่า พวกของหวานแพ็คเก็จสวยๆมักจะไม่อร่อย…

นั่งดู cooking showdown dotch ทาง ubc ไป ก็วาดรูปเล่นเรื่อยเปื่อยแก้หิวไปพลาง…
วันที่ดูเป็นศึกระหว่าง hamburg steak กับ หมูผัดขิง เราว่าอย่างแรกน่ากินกว่าเยอะ…
วาดไปเรื่อยเปื่อยจริงๆ อยู่ๆเหล่ารูปเท้าก็โผล่มาเฉยเลยแฮะ…

สั้น สงบ นิ่ง โรแมนติค…

ซื้อมาจากร้านหน้า tcdc ชอบสี สวย สะอาดตาดี
เครดิตข้างหลังเขียนไว้ว่า mr. classic by jittagran ถ้าอ่านผิดก็ขออภัย

แปะเรื่อง smarties ไปแล้วก็มานั่งคิดว่า เราเองสะสมอะไรบ้างหรือเปล่า เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีอะไร จะมีก็แต่พวกงานพิมพ์ ไปรษณียบัตร แผ่นพับ การ์ด ที่เก็บจริงจังนิดนึง แต่ไม่ถึงขนาดบันทึกว่าได้มาจากไหน อะไรยังไง แค่เก็บเพราะสวยดีเท่านั้น
การ์ดข้างบนซื้อมาจากนิทรรศการ อยู่อย่างอารยะ…ความงามบนผืนทราย (LIVING UNDER THE CRESCENT MOON Domestic Culture in the Arab World) ที่ tcdc เอมโพเรียม เมื่อวานเป็นวันสุดท้ายแล้ว พึ่งได้ไปดูกับเพื่อน ทำได้ดีทีเดียว ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขาไม่มีสีของน้ำไม่มีสีของตันไม้ตามธรรมชาติ แต่เขาสามารถปรับแต่งสร้างสีให้เกิดสุนทรีย์ในชีวิต ส่วนเราที่มีพร้อมทั้งสีฟ้าของน้ำ สีเขียวของไม้ แต่เรากลับแทนที่มันด้วยสีเทาของฝุ่นควันกับสีแห้งๆของคอนกรีต
อีกหน่อย โลกคงหมุนกลับด้าน ทะเลทรายของเขาอาจชุ่มฉ่ำ ส่วนเมืองของเราจะเป็นทะเลทราย…

เหตุผลที่ซื้อ smarties ชุดนี้มาเพราะชอบรูปการ์ตูนใส่ชุดประจำชาติด้านหลังแต่ละกล่อง ไม่ใช่แฟนของ smarties จริงๆหรอก
แต่พอลองหาดูในเวบก็นึกขึ้นได้ว่า แต่ก่อนเราก็เคยกินยี่ห้อนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นตัวแพ็คเก็จเป็นทรงกระบอกยาวๆ ทำจากกระดาษ มีฝาปิดพลาสติก ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเหล่าแฟนพันธุ์แท้จะเก็บสะสม เรียกว่าตามล่าหาฝากันเลยทีเดียว ความพิเศษของตัวฝาน่าจะเป็นตรงที่แต่ละฝาจะปั๊มตัวอักษรเอบีซี…ให้เก็บสะสมและรายละเอียดเล็กๆเช่น ตัวแท็บ(ส่วนที่ยื่นออกมาให้เปิดง่ายๆ)อยู่ด้านบนหรือด้านล่างของตัวอักษร ขนาดฝาที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีการผลิต ฯลฯ
ส่วนตัวหลอด smarties ดูเผินๆจะคล้ายๆกัน แต่พอมานั่งดูรายละเอียดก็สนุกไปอีกแบบ ถึงจะไม่มีมุกเท่าเรื่องที่เคยเขียนที่
บล๊อกเก่า แต่ก็ทำให้คิดได้ว่าประวัติศาสตร์มันหาอ่านจากกล่องชอกโกแลตก็ได้นะ…
เห็นเขาว่าตอนนี้ smarties เปลี่ยนรูปแบบจากทรงกระบอกคลาสสิคไปเป็นทรงหกเหลี่ยมแล้ว เล่นเอาชาวแฟนนักสะสมฝาเซ็งไปตามๆกัน ก็ทรงใหม่มันไม่มีฝาน่ะสิ!

Well here is the amazing HEXATUBE 2005. Its so lovely it ends all the fun for people collecting the lids. What more can l say!—-quote from smarties-lids.com