ความจริงป้ายเขียนไว้ว่า ออมสินสุนัข แต่เนื่องจากคนรับเป็นแมว เลยขอเหมาว่าเป็นแมวละกัน
กระปุกออมสินนี้ได้มาจากคุณหลานที่ชื่อเหมียว น่าสงสารอาแมวที่เกิดก่อนตั้งนาน แต่พอหลานเหมียวเกิดมา อาแมวเลยตกกระป๋อง ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอาเหมียว หรือไม่ก็เหมียวใหญ่ไปซะงั้น เศร้าใจจริงๆ T-T
เหมียวสกู็ตเตอร์นี่เป็นของขวัญคริสต์มาส หรือจะเรียกว่าของขวัญปีใหม่ก้ได้ คือประมาณว่าคนให้อยากให้มากกว่า บ้านเราไม่ค่อยซีเรียสเรื่องเทศกาลสักเท่าไหร่ นึกออกก็ให้ ลืมก็บอก ไม่ว่ากันอยู่แล้ว…แต่พอได้รับก็รู้สึกดีนะ ยิ่งเจ้าเหมียวนี่หน้าตายิ้มๆดี
ดูแล้วมีความสุข
ว่าแต่จะขึ้นปีใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ยย ปีที่กำลังจะผ่านไปนี่ เราทำอะไรไปมั่งหว่า…
เป็นคนบ้าหนังสือเอามากๆ แต่ไม่ใช่หนอนหนังสือนะ เพราะหนังสือที่มีอยู่ยังไม่อ่านไม่จบก็หลายเรื่อง แต่ที่ว่าบ้าคือเป็นโรคบ้าตัวหนังสือของมันเองน่ะค่ะ
อย่างแรกก็คือปกสวย ต่อมาคือตัวฟอนท์ อ่านง่ายหรือเปล่า เว้นช่องไฟดีไหม ระหว่างบรรทัดเป็นไง วางหน้ายังไง รูปสวยไหม แม้แต่กระดาษยังมีอคติ(ไม่ชอบกระดาษขาว ยิ่งกระดาษในอาร์ตมันยิ่งเกลียด)
หนังสือบางเล่มดูเรียบๆ แต่พอเปิดดูข้างในแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัวก็จะรู้สึกดี อยากเป็นเจ้าของ บางเรื่องไม่สนใจจะอ่าน แต่อดไม่ได้ซื้อมาเก็บเฉยๆก็มี -_-’
Haruki Murakami’s The Wind-up Bird Chronicle นี่ซื้อมาอ่านตอนกำลังเรียนดีไซน์อยู่พอดี ไม่ได้หวังที่เนื้อหาข้างใน เพราะไม่เคยอ่านของมูราคามิ เพียงแค่โดนใจกับหน้าปกกับเลย์เอาท์ตัวหนังสือเอามากๆ แต่อ่านไปอ่านมานอกจากหนังสือจะสนุกแล้ว ยังค้นพบ
สิ่งที่ทำให้เรายกหนังสือเล่มนี้เป็นยอดของการออกแบบหนังสือในใจไปเลย
สิ่งนั้นก็คือเลขหน้าหนังสือ ตอนแรกอ่านๆอยู่เราก็สังเกตว่าทำไมเลขหน้าแต่ละหน้า
มันไม่อยู่ตรงตำแหน่งเดิมหว่า พลิกไปเรื่อยๆก็เห็นว่ามันค่อยๆขยับขึ้นๆ เอะใจขึ้น
มาเลยลองยกขึ้นมาพลิกเร็วๆทั้งเล่ม(ซึ่งลำบากเหมือนกัน เพราะเล่มมันใหญ่)
โอ้ ว้าว! เลขหน้ามันวิ่งได้นี่! ตัวเลขสองหลักสองชุดจากหน้าซ้ายขวากำลังค่อยๆ
วิ่งไล่กันรอบหน้าหนังสือ การที่มีขอบวงกลมล้อมรอบก็ช่วยให้เห็นรูปร่างได้ง่ายขึ้น
ตื่นเต้นมาก หนังสือมูราคามิเล่มโตกลายเป็น flip book ไปเสียแล้ว!
อยากจะเอารูปเลย์เอาท์ข้างในมาโชว์เหมือนกัน แต่ถ่ายออกมาไม่ค่อยชัดเลย
ูแค่ปกไปก่อนละกันนะ ใครที่เคยอ่านมาแล้วก็คงรู้ว่านกที่ว่าเป็นนกไขลาน
ฉะนั้นถ้าสังเกตตรงลายใสๆที่เรียกว่า spot uv บนตัวนก ก็จะเห็นว่าเป็นลายกลไก
ข้างในของนกอีกทีนึง ส่วนเลย์เอาท์ข้างในก็จะเล่นกับรูปวงกลมตรงชื่อเรื่องด้วย
ฟอนท์ เก๋ เท่มากๆ
หนังสือฝรั่งบางเล่ม เขาจะบอกตอนท้ายว่าหนังสือเล่มนั้นๆ ใช้ฟอนท์อะไร มีประวัติ
ความเป็นมายังไง ลักษณะรูปร่างต่างจากฟอนท์อื่นตรงไหน เล่มนี้ก็มีเหมือนกัน
แถมจัดวางได้เก๋อีกแล้ววว จะไม่ให้หลงรักได้ยังไง
หนังสือเล่มนี้ออกมานานแล้ว(ปกเยินเห็นๆอยู่)พิมพ์โดย Alfred A. Knopf ปกออกแบบโดย Chip Kidd (อย่าลืมแวะไปดูเวบของนักออกแบบคนนี้นะ!) ส่วนข้างในคนออกแบบน่าจะเป็น Chip Kidd กับ Misha Beletsky
ช่วงนี้อากาศดีมากๆ เช้าๆ ก็เย็นพอให้ได้อารมณ์งัดเสื้อคลุมมาใส่พอคุ้ม สายๆ แดดก็เริ่มออกให้พออุ่นอารมณ์ดี เย็นๆ ก็ลมพัดสบายน่าออกไปเดินเล่น
วันอาทิตย์ก่อนอากาศดีมากจนปู่ต้องหอบคุณสองหลานออกมาวิ่งเล่นที่สนามหน้าบ้าน เราเห็นแดดดีก็เลยเอากล้องมาถ่ายรูปอัพเดทสวนพ่อ
ที่ต้องบอกว่าอัพเดทเพราะแต่ละวันพ่อจะมีอะไรๆใหม่ๆมาประดับสวนเสมอ ไม่รูปปั้นแป๊ะจีนตัวเล็กๆประดับตามกระถางบอนไซ ก็เป็นไม้แกะสลักต่างๆ วันไหนอารมณ์ดีหน่อยก็ย้ายกระถางนี้ไปไว้มุมนั้น โอ่งนี้ไปไว้มุมนู้น ให้เหงื่อออกเล่น
บ้านหลังใหม่ของเหล่านกไม้ในสวนของพ่อโผล่มาตอนไหนก็ยากจะเดา เห็นแล้วก็ชอบจัง ดูเป็นธรรมชาติ อบอุ่นน่าอยู่ดี
แต่ดูตามรูปแล้ว เหมือนนกมันกำลังงอนกันมากกว่าแฮะ -_-’
ไม่ได้ดื่มชาเขียวมานานแล้ว มาเจอดีไซน์ใหม่ของโออิชิก็ปิ๊งจนต้องหอบสองแพ็คกลับมาบ้าน ที่ต้องสองแพ๊คทั้งที่ชอบรสต้นตำรับมากกว่า เพราะตัดใจจากหน้าสาวเปรี้ยวบนพื้นหลังเหลืองสวยไม่ได้เลยลงทุนมันทั้งสองรสซะเลย โชคดีที่เป็นโออิชิที่ชอบดื่มอยู่แล้ว ถ้าเป็นยูนิฟก็ไม่ไหวเหมือนกัน หวานเกิน!
เอามาถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่น ยิ่งดูก็ยิ่งชอบองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งรูปสาวเปรี้ยว หนุ่มเก๋ที่ดูแล้วคิดถึงสาวเกาหลี หนุ่มจีนมากกว่าที่จะเป็นญี่ปุ่น กราฟฟิคสีดำที่ไม่ค่อยเห็นนักในแพ็คเก็ตของกิน ทั้งที่มันจะเด่นมากเวลาใช้ตัดกับสีอื่นเหมือนเหลืองกับเขียวนี่ องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของตัวหนังสือ green tea ก็ทำให้ดูไม่น่าเบื่อ เสียดายที่ข้อมูลสั้นๆเกี่ยวกับฮาราจูกุข้างกล่อง อ่านแล้วไม่สนุกเท่าไหร่ น่าจะเขียนให้มันมีมุกกว่านี้นะ
หลังๆ ชักมีดีไซน์น่าสนใจแม้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตธรรมดาๆ ต้องขยันสอดส่องหน่อยแล้วเรา
คืนก่อนนั่งดูคอนเสิร์ต สดุดีมหาราชา Musical Tribute to the King ทางยูบีซี ที่จัดโดยไทยพาณิชย์ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทย เรียบเรียงและอำนวยเพลงโดยหม่อมหลวงอัศนี ปราโมช องคมนตรี บรรเลงโดย Bangkok Symphony Orchestra เห็นบอกว่าเป็นครั้งแรกที่อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงในแบบดนตรีคลาสสิค เราไม่รู้หรอกว่าแตกต่างจากเพลงต้นแบบอย่างไร เพราะไม่มีความรู้แถมไม่มีเซ๊นส์เกี่ยวกับดนตรี เพียงแต่บอกได้ว่าชอบหรือไม่ชอบเพลงไหน
ดูวงดนตรีวงใหญ่แบบนี้ทีไรก็ให้รู้สึกสงสัยว่าท่าทางกวัดแกว่งมือไม้กำกับเพลงของผู้นำวงนี่มีส่วนสำคัญตรงไหนหรือ ตอนหลังถึงมารู้แบบคร่าวๆว่า เพลงแต่ละเพลงจะขึ้นอยู่กับการตีความของ conductor ด้วยว่าอยากให้ช่วงไหนเร็ว ช้า เครื่องดนตรีตัวไหนเด่น ท่ายกมือขึ้น ยกมือลงก็มีความหมายของมัน (ลองไปอ่านใน wikipedia ดู) อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรามีความรู้ทางด้านนี้อย่างจริงจัง คงฟังเพลงสนุกขึ้น (หรืออาจจะเครียดมากกว่าหรือเปล่าหว่า
)
พูดถึงเพลงพระราชนิพนธ์ วันก่อนพี่สาวบอกว่าพึ่งรู้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นผู้แต่งเพลงพรปีใหม่ เราดูแล้วก็รู้ว่านอกจากเพลงเช่น ใกล้รุ่ง ยามเย็น สายฝน ฯลฯ ยังมีอีกหลายเพลงเลยที่เราคุ้นหูแต่ไม่รู้ว่าในหลวงแต่ง คิดแล้วก็ได้แต่โทษตัวเองว่าทำไมเราไม่ใส่ใจ
วันก่อนซื้อซีดี H.M. Blues ร้อง บรรเลง เพลงของพ่อ มาด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกชอบแบบคลาสสิคมากกว่า แต่ก็รู้สึกดีว่ามีทั้งสองชุดไว้ในครอบครอง ในหลวงของเราเก่งจริงๆ
ในอัลบั้มนี้ชอบเพลง คำหวาน กับ แผ่นดินของเรา โดยเฉพาะเพลงหลังชอบเนื้อเพลงจัง
ให้ความรู้สึกว่าอยู่เมืองไทยนี่แหละ…สุขที่สุด
ปล. อิจฉาคุณแมวที่นั่งอยู่หลังเปียโนจังแฮะ
ปล.2 ซีดีเพลงหาซื้อได้ที่ ไทยพาณิชย์ หรือร้านซีเมนต์ไทย โฮมมาร์ทจ้า
อยากวาดอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็อยากให้เวลากับงานหนังสือที่ทำมาจนเกือบเสร็จให้เสร็จๆไปเสียที (เริ่มทำมาเป็นชาติแล้ว) เลยได้แต่อาศัยแนะนำงานของคนอื่นไปก่อน
ส่วนใหญ่จะชอบไปดูงานน่ารักๆใน flickr ล่าสุดไปเจอนักออกแบบกราฟฟิค Juliana Pedemonte ในนาม colorblok ที่มีผลงาน motion graphic ใน MTV, VH1 กับ Nickelodeon Latin America งานจะออกแนวน่ารักสดใส บางทีก็มีหน้าตาแปลกๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็นิยมของแปลกกันอยู่แล้ว
ถ้าไปดูใน colorblok จะเห็นสไตล์งานชัดกว่านี้ แต่เรามักจะแวะไปดูใน flickr ของเขาที่มีอัพเดทงานส่วนตัวด้วย อย่าง gatopattern2 นี่ออกจะดูคนละสไตล์กับงานอื่น แต่เราก็ชอบมาก ยากนะกว่าจะคิดออกมาได้ลงตัวแบบนี้
ดูไม่เบื่อเลย ให้ตายสิ!
พี่สาวส่งลิ๊งค์มาให้จาก jeansnow เวบของฝรั่งที่อยู่ในโตเกียว การ์ตูนเรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของเราเหมือนใครหลายๆคน แต่รู้สึกว่าหลังๆจะดูอ่อนๆไปนิด เหลืออีกเล่มเดียวก็จะจบแล้วววว

“Naoki Urasawa’s 20th Century Boys is to be adapted into a live-action movie with a 2008 release.The story will revolve around a “Book of Revelations” written by the boy Kenji and his friends, who dreamed of a hero who would stand up to an evil organization bent on destroying the world, during the era of rapid economic development in Japan, 30 years later, a series of catastrophes occur exactly as they were described in the book, setting the world off on the path to extinction.”
ท่าทางเวลาเป็นหนัง ‘เพื่อน’ คงดูน่ากลัวพิลึก
อ่านรายละเอียดการ์ตูนตามนี้ (ภาษาอังกฤษ) classicmanga
วันนี้เป็นวันดีแต่เช้า อากาศสดใส ฟ้าโปร่ง ชวนให้ขี้เกียจเป็นอย่างยิ่ง แต่ยังดีที่สามารถตื่นขึ้นมาเล่นโยคะ หลังจากที่อู้มาหลายวัน ดูข่าวชาวเสื้อเหลืองเตรียมตัวออกไปรอรับเสด็จในหลวงก็รู้สึกดี เมืองไทยมีจุดที่น่าภูมิใจก็ตรงนี้แหละ
เราไม่ได้ไปสนามหลวง แต่ก็ใส่เสื้อเหลืองออกไปทานข้าวกันทั้งครอบครัว หลานสองคนที่ตอนนี้ชักหน้าตา นิสัย เหมือนกันเข้าไปทุกทีก็วิ่งกันกระเจิง เป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็มีความสุขดี
ส่วนเจ้ากลมๆหน้าตาประหลาดข้างบนคือ ของขวัญวันพ่อ ที่พี่ชาย พ่อของสองคุณหลานให้ปู่มา(ก็พ่อเรานั่นแหละ) เป็นกล่องชอกโกแลต m&m อันมาจากชื่อคุณหลาน เหมียวและมด นั่นเอง (เออ…อุตส่าห์คิดนะ) เสียดายตรงที่ว่ากล่องมันก็เก๋ดีนะ แต่ไหงเปิดออกมามีแค่ชอกโกแลตถุงเดียวเองล่ะ ไม่สมกับตัวกล่องเล้ย!

รูปข้างบนมาจาก Books by the Greats, Covers by You, The Picture of Dorian Gray by James Plummer
ไปอ่านเจอใน drawn! ที่เอาลิงค์มาจาก boingboing ที่เอามาจาก thepenguinblog อีกทีนึง (เฮ้อ เหนื่อย!) บอกว่าปลายเดือนนี้ penguin จะออกหนังสือหกเรื่องภายใต้คอนเสปต์ Books by the Greats, Covers by You
ไอเดียมาจากการวิจัยตลาดที่ได้ผลสรุปมาว่าคนเรามักจะเลือกหยิบหนังสือโดยดูที่ปกก่อน ถ้าไม่สวยหรือไม่น่าสนใจพอก็จะไม่หยิบมาดู (เหมือนเราเลย) อยู่ๆคุณเจ้าของไอเดียก็เกิดอาการแผลงเสนอความคิดที่จะออกหนังสือไม่มีปก! คือจริงๆก็มีน่ะแหละ เพียงแต่เป็นกระดาษว่างๆ (เห็นบอกว่ากระดาษอย่างดี เขียนหมึกก็ได้ ระบายสีก็ดี แปะกาวก็อยู่) แล้วให้คนอ่านออกแบบปกเอง
ออกแบบเสร็จก็สามารถไปแปะโชว์ได้ที่ online gallery โดยหกเรื่องที่ว่าเป็นหนังสือคลาสสิคตามสไตล์เพนกวิน อันได้แก่ Marcus Aurelius’ Meditation, Crime and Punishment, Brothers Grimm’s Magic Tales, Virginia Woolf’s The Waves, Oscar Wilde’s The Picture of Dorian Gray แล้วก็ jane Austen’s Emma
ก็น่าสนุกดีนะ แต่ถ้าเกิดเราวาดเองแล้วออกมาห่วยแตกเอง ก็จะกลายเป็นหลักฐานประจานฝีมือทางศิลปะไปจนตายเลยนะเนี่ย!

นานๆจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจบสักเล่มหนึ่ง จบแล้วก้ให้รู้สึกภูมิใจอย่างไรชอบกล
The Book of Lost Things by John Connolly เล่มนี้หยิบมาเพราะคำว่า book ในชื่อเรื่อง และป้ายลด 20% โดยแท้ ถ้าพูดถึงหน้าปก ก็รู้สึกว่าออกจะเชยและดูแบนไปหน่อย แต่ก็นับว่าเด่นบนชั้นหนังสือ และเข้ากับเนื้อเรื่องดี
เรื่องมีอยู่ว่า เดวิดกำลังเผชิญกับชีวิตที่ไม่สามารถเข้าใจได้ เขาเสียแม่ไป แถมเพียงแค่ไม่นานก็มีแม่ใหม่พร้อมกับน้องชายคนละแม่ ความที่ยังเด็ก จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ เดวิดปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับกองหนังสือและต่อต้านครอบครัวใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ไม่อาจทนได้ ตอนนั้นเองที่เขาพบโลกในจินตนาการ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในนิทาน สัตว์ในนิยาย การผจญภัยที่คุ้นเคย แต่เรื่องทั้งหมดกลับไม่ใช่เรื่องราวใสๆแบบเด็กๆ แต่เป็นความจริงอันโหดร้ายของผู้ใหญ่ ความจริงที่เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตของเดวิด
นับว่าเป็นหนังสือที่สนุกและสอดแทรกความคิดที่ดีเรื่องหนึ่ง อ่านแล้วก็นึกถึงประโยคที่ว่า
จินตนาการคือดาบสองคม และขอเติมว่า แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่เราจะบังคับใจเราให้มีให้เป็นอย่างไรด้วยนะ…
ปก: สวยพอใช้ แต่น่าจะมีมิติ หรืออะไรที่แปลกกว่านี้หรือเปล่า
วิธีดำเนินเรื่อง: สนุกใช้ได้ เรื่องไม่เอื่อย ดำเนินเรื่องเร็ว ตื่นเต้น
ตัวละคร: เพราะเป็นเรื่องที่อ้างอิงนิทานพวก fairy tales อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีอะไรแปลกๆมากกว่านี้
แนวคิด: น่าสนใจดี
โดยรวม: สนุกดีเอาไป สามดาว(จากสี่)